Entries Tagged ‘movie’:

20th Century Boys 2 : The Last Hope

20th Century Boys 2 : The Last Hope

และแล้วหนังภาคต่อที่รอคอยก็ให้ได้ดูกันอีกที ด้วยความใจดีของ Kapook ที่จัดฉาย 20th Century Boys 2 : The Last Hope รอบพิเศษให้ชาว bloggers ที่ส่วนใหญ่เล่น twitter กันได้ดูกันฟรีๆ อีกครั้งหนึ่ง หลังจากดู 20th Century Boys ภาคแรก มาแล้ว ต้องขอขอบคุณ @OaddybeinG, @DearAnnie และ @iwhale และทีมงานของกระปุกทุกคนที่จัดฉายหนังเรื่องนี้ให้ดูกันอีก รวมถึงการอำนวยความสะดวกต่างๆ หน้างาน

สำหรับเนื้อเรื่องภาคนี้จะเป็นเหตุการณ์หลังจาก “วันส่งท้ายปีเก่านองเลือด” ในปี 1999 ที่เคนจิ โอตโจะ และเพื่อนๆ ถูกใส่ร้ายว่าเป็นผู้ก่อการร้ายปล่อยไวรัสคร่าชีวิตคนทั่วโลก และ “เพื่อน” ได้สวมบทบาทเป็นผู้กู้โลกจากการก่อการร้ายของกลุ่มของเคนจิ จนได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลก และองค์กรเพื่อนก็ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการชักจูงโลกให้เป็นไปตามแนวทางที่ “เพื่อน” ต้องการ และได้วางแผนที่จะทำลายล้างโลกด้วยแผนการตาม “คำทำนายใหม่” ที่เพื่อนได้วางแผนไว้ และในปี 2015 ก็เป็นปีที่ “เพื่อน” ได้เขียนทำนายไว้ว่าจะมีพระเจ้าคนใหม่กำเนิดขึ้นมา

กลุ่มเพื่อนเคนจิ  ที่รอดชีวิตจากคืนมหัตภัยสิ้นปี 2000 เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ค่อยๆ เผยตัว โอตโจะ ติดคุก ซึ่งเขาใช้เวลานาน จนแหกคุกได้สำเร็จ ,โยชิซึเนะ กลายเป็นผู้นำกลุ่มใต้ดินที่ต่อต้านเพื่อน , มารุโอะ กลายเป็นบุคคลสำคัญที่รอคอยเวลาจะกลับมา ,โมจัง กำลังสืบค้นเกี่ยวกับ “คำทำนายใหม่” เมื่อคันนะ (หลานสาวของเคนจิ) ได้รวมกับผองเพื่อนเคนจิเพื่อกระชากหน้ากากของเพื่อนออกมา และสืบหาข่าวคราวของแม่ที่หายสาบสูญไป เหตุการณ์ในภาคนี้จะเป็นงาน Expo 2015 เป็น theme หลักของเรื่อง

ความรู้สึกรวมๆ กับ 20th Century Boys 2 : The Last Hope

เมื่อได้ดูเรื่องนี้จบก็จะรู้สึกเหมือนภาคแรกคือ เนื้อเรื่องเยอะมาก ตัวละครหลากหลายจนยัดเข้าไปหนังภาคนี้ได้ไม่หมด ทำให้คนที่ไม่ได้อ่านการ์ตูนมาก่อน อาจจะงงกับการสลับฉากไปมา การเปลี่ยนฉากโดยมีเรื่องของเวลาเป็นจุดสำคัญ แต่เนื้อเรื่องหลักๆ ของภาคนี้ก็ยังสามารถถ่ายทอดออกมาได้ครบถ้วนดี โดยไม่รู้สึกว่าเสียอรรถรสสำหรับคนอ่านการ์ตูนมาแล้ว หรือสำหรับคนไม่ได้อ่านมาก็น่าจะเข้าใจเนื้อเรื่องหลักๆ ของภาคนี้ได้ (บางคนอาจจะหาการ์ตูนมาอ่านตั้งแต่จบภาคแรกแล้วก็ได้) พูดได้ว่าสามารถดูได้เรื่อยๆ สำหรับหนังความยาวกว่า 2.30 ชั่วโมง แถมด้วยมุขที่คอยแทรกในเรื่องอยู่เป็นระยะให้พอขำๆ บวกกับทีมแปลที่ขนมุขเด็ดๆ ใส่มาเต็มพิกัด ฟอร์มการแปลยังเฉียบขาดเหมือนภาคแรก (continue reading…)

The Wrestler สดุดี Randy ‘The Ram’

wrestler-poster
ได้ดูเรื่อง The Wrestler ตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมาแต่ไม่ได้เขียน blog สักที ว่างๆ วันอาทิตย์เลยขอเขียนถึงหนังที่ชื่นชอบเรื่องนี้สักหน่อย ตีตั๋วเข้าไปดูในโรงที่ Esplanade รอบ 05.45 PM. ปรากฏว่ามีคนดูในโรงแค่ประมาณ 10 คนเท่านั้น เลยนอนดูสบายเลยเพราะเลือกที่นั่งแบบที่เอาที่พักแขนขึ้นได้ ขอบ่นหน่อยว่าเดี๋ยวนี้ทำไมโรงหนังชอบมีโฆษณาเยอะมากๆ ประมาณ 30 นาทีก่อนหนังฉายเบ็ดเสร็จมี trailer หนังประมาณ 15 นาทีโฆษณาอีกประมาณ 10 กว่านาที ทำให้ง่วงหาวไปบ้าง ช่วงหลังเป็นอยู่บ่อยๆ

เรื่องย่อ The Wrestler

ย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 แรนดี “เดอะ แรม” โรบินสัน (Mickey Rourke) ยังรั้งตำแหน่งแชมป์มวยปล้ำอาชีพ ทุกวันนี้ คือ 20 ปีผ่านมา ชีวิตกลับเหลืออยู่แค่รับจ้างจัดเรียงข้าวในซุปเปอร์มาร์เกต กับเร่แสดงการต่อสู้ให้บรรดาแฟนๆ ผู้ไม่เคยเปลี่ยนใจไปจากมวยปล้ำจำนวนน้อยนิดได้เห็นเป็นขวัญตา โดยสับเปลี่ยนไปตามโรงพละของโรงเรียนมัธยมต่างๆ ทั่วทั้งรัฐนิวเจอร์ซีย์ อดทนอยู่สักพักก่อนตระหนักได้ว่า มวยปล้ำหลอกๆ นอกสังเวียนไม่ใช่หนทางหาเลี้ยงชีพเพียงทางเดียวที่เหลือไว้ให้อดีตแชมป์ผู้ ร่างกายสึกกร่อนไปบ้าง ที่สำคัญ สังเวียนผ้าใบยังคงเป็นที่พักพิงอันแสนอบอุ่นบนโลกอันสับสนและยากจะเข้าใจ โลกที่อยู่ไปวันๆ เพียงลำพังหลังจากมีปัญหาแตกหักกับลูกสาว (Evan Rachel Wood) แรนดีคือนักฝันผู้ป่าเถื่อน มีชีวิตอยู่เพื่อมอบความตื่นเต้นเร้าใจผ่านงานแสดง และเป็นที่รักของบรรดาสาวกผู้คลั่งไคล้ความรุนแรง

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่รอดพ้นจากอาการหัวใจวาย เขาหวนกลับมาประเมินสภาพชีวิตตัวเองอีกครั้ง ตั้งหน้าตั้งตาสานสัมพันธ์อันดีกับลูกสาวที่หนีหน้าไปนาน รวมทั้งกระโจนเข้าใส่ห้วงรักผลิบาน เริ่มสัมพันธ์รักครั้งใหม่กับนางระบำเปลื้องผ้าวัยใกล้ปลดเกษียณ (Marisa Tomei) แต่กระนั้น ก็ไม่มีสิ่งใดจะขจัดภาพลวงตาเย้ายวนของสังเวียนผ้าใบและความหลงใหลในศิลปะ การต่อสู้ออกไปจากใจเขาได้ พวกมันยังคงก่อกวนความรู้สึก โน้มน้าว Randy ‘The Ram’ ให้เคลิ้มคล้อย และเฝ้าฝันถึงการผงาดอยู่ในโลกแห่งมวยปล้ำจนวินาทีสุดท้ายของชีวิตอันล้มเหลวในโลกแห่งความเป็นจริงของเขา

(continue reading…)

“Australia” หนังดีสำหรับคนมีเวลา

Australia the Movie

เมื่อวานไปเดินสวนจตุจักรคนเยอะจัด แล้วไม่ได้ของอะไรติดมือมาเลย เพื่อนเลยชวนไปเซ็นทรัลลาดพร้าว และชวนดูหนังมันแนะนำให้ดู Australia ซึ่งก็ไม่ได้อยู่ในความสนใจมาก่อน เพราะอยากจะลองดู “ฝัน หวาน อาย จูบ” หรือ “Happy Birthday” ที่ได้อ่านคำวิจารณ์มาบ้าง แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะเห็นตัวอย่างหนังแล้วเห็นว่าเป็นหนังใหญ่ฟอร์มยักษ์คงจะมีอะไรให้น่าติดตามกำกับโดย บาซ เลอห์มานน์ (Baz Luhrmann) ผู้กำกับเรื่อง Moulin Rouge ที่ชอบและประทับใจทั้งเนื้อเรื่องและเพลงมากๆ รวมไปถึง Romeo + Juliet แถม นิโคล คิดแมน (Nicole Kidman) กับ ฮิวจ์ แจ๊คแมน (Hugh Jackman) เล่นด้วยเลยยิ่งน่าสนใจไปใหญ่

หนังรอบ 19.10 น. แต่เอาเข้าจริงฉายเกือบ 19.45 น. เพราะโฆษณาเยอะแยะ ตัวอย่างหนังนิดหน่อย ทำให้เปลืองพลังงานแล้วเกิดอาการสลึมสลือบ้าง เรื่อง Australia เป็นเรื่องเกี่ยวกับ

“เรื่องราวของสาวผู้ดีอังกฤษ “เลดี้ ซาร่าห์ แอชลีย์” (นิโคล คิดแมน) ผู้ตามสามีของเธอมาที่ออสเตรเลีย เพื่อที่จะขายฟาร์มขนาดเท่าเบลเยี่ยมของเขา อย่างไรก็ตาม เธอเชื่อว่าเขาจะต้องกำลังนอกใจเธออยู่แน่ๆ เธอจึงไปเพื่อที่จะเผชิญหน้ากับเขา เธอเริ่มออกเดินทางอย่างราชินีแอฟริกัน ร่วมเดินทางพร้อมกับ “นักต้อนสัตว์โดรเวอร์” (ฮิวจ์ แจ็คแมน) แต่ท้ายที่สุด เธอก็กลายมาเป็นผู้สืบทอดฟาร์มนั้นเพราะสามีถูกฆาตรกรรมอย่างปริศนากลางบึงน้ำ (Billabong) และเพื่อที่จะรักษามันไว้ เธอกับนักต้อนสัตว์จึงต้องพาสัตว์ไปที่ดาร์วิน และการเดินทางนี้เอง ทำให้เธอตกหลุมรักกับคนต้อนสัตว์โดรเวอร์ และกับประเทศออสเตรเลียรวมไปถึงนูลลาห์เด็กลูกครึ่งอบอริจิ้นและคนขาว ในขณะที่พวกเขาต้องเผชิญกับการทิ้งระเบิดที่ดาร์วิน โดยกองทัพญี่ปุ่นที่ได้เคยโจมตีก่อนหน้านี้ที่เพิร์ล ฮาร์เบอร์”

(continue reading…)