ครบเดือนหลังจากที่แม่ผ่าตัด by pass หัวใจ 3 เส้นกับซ่อมลิ้นหัวใจรั่วแล้ว แต่ความรู้สึกเสียววูบ ณ วันที่แม่เข้าห้องผ่าตัดนานกว่า 9 ชม. ยังไม่จางหายไป แม้ว่าตอนนี้แม่จะออกมาจากโรงพยาบาลมารักษาตัวที่บ้านได้แล้ว ความรู้สึกว่า 9 ชม. นั้นเป็นนาทีชีวิตของแม่ และครอบครัวก็ยังคงฝังอยู่ในความคิดไม่เคยหาย เคยคิดว่าจะ “บอกรักแม่” แต่ก็อายไม่กล้าที่จะพูดออกไป เคยคิดที่จะ “พาไปเที่ยวที่ที่เขาอยากไป” ก็ไม่เคยมีเวลาสักที “เคยคิดว่าจะไม่หงุดหงิดหรืออารมณ์เสียกับแม่” แต่อารมณ์ก็พาไปให้ต้องละอายใจทุกครั้ง

แต่เมื่อวันที่แม่ผ่าตัดวันนั้น ทุกๆ อย่างที่เคยคิด “จะ” ทำ ก็เกือบจะไม่ได้ทำ เพราะแม่เราต้องเสี่ยงชีวิตอยู่ในห้องผ่าตัดนานถึง 9 ชม. ทั้งเรา ทั้งพี่ชาย และพ่อ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าการผ่าตัดครั้งนี้ แม่เราจะต้องเสี่ยงชีวิตขนาดไหน จนเมื่อบุรุษพยาบาลเข็นเตียงแม่เข้าห้องผ่าตัด ความกังวลใจเริ่มเข้ามา ความเครียดเริ่มเกิดขึ้น เห็นพยาบาลเรียกญาติคนอื่นๆ ที่ผ่าวันเดียวกันว่า “ญาติได้ออกมาจากห้องผ่าตัดแล้ว” เราเองก็เฝ้าคอยเสียงเรียกจากพยาบาล จนเวลาผ่านไป 5 ชม. (มาตรฐานการผ่าตัด) ก็ยังไม่มีเสียงเรียกก็นึกว่าแม่เราผ่าตัดเยอะคงใช้เวลาหน่อย แต่เมื่อผ่านไป 7 ชม. ได้ยินพยาบาลเรียกญาติคนอื่นคนแล้วคนเล่า ยิ่งร้อนใจ กังวลใจ จนทนไม่ไหวไปถามพยาบาล เขาก็บอกว่า “คุณแม่ผ่าตัดเสร็จแล้ว อยู่ระหว่่างการเย็บปิดแผลผ่าตัด ให้รอ 6 โมงถึงจะเยี่ยมในห้อง ICU ได้” ต่างคน ต่างใจชื้นขึ้น รออีกแค่ ชม. เดียวก็จะได้เจอแม่แล้ว….แต่เมื่อถึงเวลา 6 โมง เวลาเยี่ยมของญาติ เราและพี่ชายต่างก็รีบเดินเข้าไปในห้อง ICU เพื่อเข้าไปหาแม่ อยากเห็นแม่ด้วยความเป็นห่วง แต่เมื่อเดินเข้าไปไล่ไปทีละเตียงก็ยังไม่เจอแม่ จนถามพยาบาลว่าแม่นอนอยู่เตียงไหน แต่คำตอบที่ได้กลับมาดันเป็น “คุณแม่ พึ่งเข็นกลับเข้าห้องผ่าตัดเองค่ะ เพราะความดันต่ำมากกว่า 30 และมีเลือดไหลออกมาจากปากแผลเป็นลิตร ต้องเข้าไปซ่อม ถือว่าเป็นภาวะอันตรายอย่างมาก รออีกสัก ชม. ถ้าทุกอย่างปกติดี พยาบาลจะออกไปเรียกนะคะ” เมื่อฟังจบ ผมกับพี่พูดไม่ออก ไม่กล้าถามอะไรพยาบาลต่อ ได้แต่เดินออกมาจากห้องพยาบาลด้วยความตกใจ และทำไรไม่ถูก พ่อและอาถามว่าแม่รู้สึกตัวหรือยัง ก็ไม่กล้าที่จะตอบ แต่ต้องบอกความจริงออกไปว่า อาการแม่ทรุดหนักมาก ณ ตอนนั้นทุกคนต่างนิ่ง ทำไรไม่ถูก ไม่มีใครกล้าพูดอะไร จนพี่ชายชวนลงไปไหว้พระข้างล่าง เพราะสุดที่จะหาสิ่งใดมาประคับประคองความรู้สึกที่สับสน กังวลใจในช่วงนั้นได้ เวลาแค่ 1 ชม. ที่พยาบาลบอก กลับเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน และทำให้เราคิดอะไรได้ต่างๆ นาๆ

จนเมื่อเวลาล่วงเลยไปประมาณ ทุ่มสิบห้านาที พยาบาลยังไม่ออกมาเรียก เราและพี่ชายก็พร้อมกันเดินเข้าไปถามพยาบาลอีกครั้งด้วยความหวั่นใจที่สุด แต่สิ่งทีเราได้ยินจากพยาบาลคือ “แม่ออกมาจากห้องผ่าตัดแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่รู้สึกตัว ต้องให้อ๊อกซิเจนทางสาย เฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด” เมื่อได้ยินอย่างนั้น ผมโล่งใจมากที่สุดในชีวิต ที่ยังได้เห็นหน้าแม่ และได้เห็นแม่ที่ยังมีลมหายใจอยู่ และสัญญากับตัวเองว่า “จะไม่รอเวลา จนทำให้ทุกอย่างที่คิดว่า “จะ” ทำเพื่อแม่ ไม่มีโอกาสได้ทำอีก”

หลังจากวันนั้น อาการของแม่ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆ วัน และเริ่มรู้สึกตัวในวันที่ 2 หลังผ่าตัดและได้ออกจากห้อง ICU ใน 3 วัน จนตอนนี้แม่ได้ออกมาอยู่บ้านได้แล้ว เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นสิ่งที่ทำให้คิดได้เลยว่า อยากทำอะไร ต้องทำ อย่ารอ อย่าจะ หรืออย่าหาเหตุผลที่จะปล่อยให้เวลาผ่านไป เพราะคนที่เราคิดที่จะทำให้เขา อาจจะไม่ได้รับรู้ความคิด หรือความรู้สึกในใจเรา จนเราอาจจะไม่มีโอกาสได้ทำ เมื่อคนๆ นั้นไม่อยู่แล้ว

ขอขอบคุณเพื่อนๆ ทุกๆ คนที่คอยอวยพร เป็นกำลังใจให้ทั้งแม่ และผมตลอดช่วงเวลาที่แม่ผ่าตัด ขอบใจทั้ง @moomay @pangpond มากๆ ที่ไปเยี่ยมแม่ที่โรงบาลพร้อมสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้แม่ด้วย และเพื่อนๆ ใน twitter ทุกๆ คนเหล่านี้ครับ ที่ทำให้แม่ผมมีกำลังใจ และผ่านช่วงเวลายากลำบากมาได้ และเชื่อว่าทุกๆ กำลังใจได้ส่งไปถึงแม่ผมแน่นอนครับ @pawoot @tesok035 @mormmam @orapatto @sweetener @OaddybeinG @igolf @patsonic @iThA @attaweej @neverlock @DearAnNie @khunpumpui @packthecool @BKtelle @sassygirl_jane @bo_ho @maeyingzine @te_puluko @thanr @ppat69 @pompoko @iamnan @ayarafun @dogdoy @taonadnaja @dookaba @kohsija @pruet @malimali @jarern @SUPRAGOLF @tongkatsu @nokward @airenaja @dechsiri

แบ่งปันกันอ่าน:
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Google Bookmarks
  • Technorati
  • Twitter

บทความที่เกี่ยวข้อง