วันที่ 11.12.08

วันแรกเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิดเรื่องมอร์ไซด์ก็ทำให้เข็ดไปบ้าง แต่วันนี้ตามที่ตั้งใจไว้จะต้องไปหลายที่เลยฮึด บวกกับปลอบใจตัวเองว่ายังไงก็คงไม่มีเหตุการณ์ซ้ำรอบ 2 เลยตื่นมาแต่เช้าประมาณ 7 โมงกว่าๆ กะว่าจะออกมารับลมเย็นๆ ยามเช้า และชมสายหมอกกลางท้องนา วิวข้างๆ ที่พัก ที่มีทุ่งนาข้าวที่เก็บเกี่ยวไปแล้วกับภูเขาอยู่ลิบๆ ทำให้ยามเช้าที่ออกมายืนรับลมหนาว (สั่น) รู้สึกสดชื่นขึ้นอีกเยอะ แม้จะชื้นๆ ไปหน่อย เพราะมีน้ำค้างลงด้วย แต่ก็ทำให้รู้สึกมีแรง พร้อมที่จะลุยวันนี้ต่อไป แม้จะเสียวที่เข่าบ้างเป็นบางเวลา แต่พอกินยาก็ทำให้ดีขึ้นได้เยอะ

ขอแทรกเรื่องมอร์เตอร์ไซด์หน่อยนะ สำหรับการเที่ยวตามเขา ดอย แล้วอยากจะหามอร์ไซด์มาขี่เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง ขอแนะนำให้เช่ามอร์ไซด์แบบมีเกียร์ อันนี้ได้รับการยืนยันจากพี่เอ๋เจ้าของปายจันทร์ (พี่เขาบอกว่าคนขี่มอร์ไซด์ออโต้ ไม่รอดจากอุบัติเหตุสักราย) และเพื่อนๆ อีกหลายคนหลังจากกลับมา กทม. เนื่องจากเราสามารถควบคุมความเร็วได้โดยการตบเกียร์ตามความต้องการ เมื่อเกิดอุบัติเหตุก็จะทำให้ไม่เกิดอันตรายมาก แต่หากเป็นเกียร์ออโต้หากมีอุบัติเหตุแล้วเราเร่งเครื่องอยู่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงกว่าเยอะทีเดียว

หลังจากที่ล้างหน้า แปรงฟันเรียบร้อยออกจะสายสักหน่อยก็ขี่มอร์ไซด์เข้าตัวเมืองเพื่อที่จะดูวิวยามเช้าภายในเมือง คงไปสายไปหน่อยตลาดเลยวายไปแล้ว พ่อค้าแม่ค้าเริ่มเก็บของ เลยไม่ได้เห็นบรรยากาศยามเช้าที่วุ่นวายๆ ของเมืองปาย กับอดเห็นพระเมืองปายออกมาบิณฑบาต เดินเล่นๆ อยู่แป๊ปเดียวก็กลับเข้าที่พักกินอาหารเช้า (รวมในค่าห้อง) แล้วเก็บของเตรียมตัวเดินทาง โดยวันนี้มีแผนจะไปวัดน้ำฮู หมู่บ้านสันติชลจีนยูนนาน น้ำตกหมอแปง โป่งน้ำร้อนท่าปาย และสะพานประวัติศาสตร์ ปิดท้ายด้วยถนนคนเดินอีกรอบตอนกลางคืน เริ่มเลยแล้วกัน…

วัดน้ำฮู พระศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองปาย

หลังจากกินอาหารเช้าที่ปายจันทร์เป็นชุดขนมปัง กาแฟ น้ำส้ม ไข่กวน เบคอน พอดีอิ่มก็เริ่มตลุยด้วยมอร์ไซด์คู่ใจ คู่ซวยคันเดิมโดยเริ่มตะลุยตั้งแต่ 9.30 น. ขี่มอร์ไซด์ออกจากที่พักไปทางโรงบาลปาย แล้วตัดเส้นบายพาสเลี่ยงเมืองเพื่อวิ่งไปยังจุดหมายแรกคือ วัดน้ำฮู ซึ่งเป็นวัดขึ้นชื่ออีกที่ของเมืองปายที่คนมักจะมาสักการะพระที่วัดนี้ เพราะมีประวัติว่า “พระประธาน” มีน้ำไหลออกมาจากเศียรพระซึ่งลึกประมาณ 3 นิ้วอยู่ตลอดเวลา โดยชื่อ “วัดน้ำฮู” มีอีกความหมายหนึ่งว่า “น้ำในรู” อีกด้วย โดยในอุโบสถที่มีพระประธานนั้น จะมีผู้เฒ่าคอยเปิด vcd ภาพตอนที่เปิดเศียรพระ แล้วมีน้ำไหลอยู่ เพื่อให้เห็นความอัศจรรย์ หลังจากนั่งดู vdo ครั้งที่ 2 ก็ทำการกราบไหว้สักการะพระประธานแบบเดี้ยงๆ คือนั่งพับเพียบ หรือขัดสมาธิไม่ได้ เลยนั่งฟแบบเก้ๆ กังๆ ไหว้พระ เดินไปข้างหลังอุโบสถใหญ่ก็จะมีเจดีย์ และศาลาที่มีพระพุทธรูปให้กราบไหว้ โดยที่วัดนี้มีประวัติเกี่ยวกับพระสุพรรณกัลยาด้วย โดยมีคาถาบูชาพระสุพรรณกัลยาด้วย ส่วนข้างหน้าอุโบสถจะมีศาลากลางสระน้ำที่มีรูปปั้นของพระนเรศวรมหาราช และพระสุพรรณกัลยาให้กราบไหว้บูชากันด้วย หลังจากที่เดินสำรวจรอบๆ บริเวณวัดสักพักก็ออกมาเพื่อไปยังจุดหมายต่อไป เสริมสักนิดจำไม่ได้ว่าข้างหน้าวัดมีป้ายบอกว่ามีหมู่บ้านจีนโบราณอะไรสักอย่าง เลี้ยวเข้าไปนิดเดียว แต่พอเลี้ยวไปดูขี่มอร์ไซด์ไปประมาณ 200 เมตรก็ยังไม่เห็นอะไรสักอย่างเลยวนมอร์ไซด์ออกมา ใครที่จะไปตามป้ายต้องสังเกต แล้วคิดให้ดีนิดนึง เพราะรู้สึกว่าที่นี่ระยะทางจะนับเป็น กิโลแม้ว เพราะว่าบอกว่า 2 โลแต่ขี่มอร์ไซด์ไปเกือบ 10 นาทีทั้งๆ ที่เป็นทางปกติ

หมู่บ้านสันติชล ชิงช้าหวาดเสียว สินแซมือดี และวิถีคนจีน

ออกจากวัดน้ำฮูเลี้ยวซ้ายแล้วตรงไปตามป้ายบอกทางอีกนิดเดียวก็ถึงหมู่บ้านสันติชล หรือหมู่บ้านของชาวจีนยูนนาน จะมีวัฒนธรรมหลายๆ อย่างให้ได้ชม และได้ชิมอาหารแบบจีนดั้งเดิม ซึ่งเมนูเด็ดก็คือ ขาหมู หมั่นโถว แต่มาคราวนี้ไม่ได้กินอะไรเลย มาถ่ายรูป เดินเล่น มากกว่าเหมือนคราวก่อนไม่ได้เดินเข้าไปดูข้างใน แต่ครั้งนี้ได้เดินเข้าไปทางข้างหลังจะเห็นหมู่บ้านเรียงเป็นระเบียบ มีห้องหมอจีนโบราณ หรือซินแสคอยตรวจโรคอยู่ บ้านส่วนใหญ่จะเป็นดินที่ก่อขึ้นมาอย่างแข็งแรงดูสวยแปลกตาดี ที่นี่จะมีชิงช้าแบบจีนๆ ให้ได้เล่นและถ่ายรูปกันโดยเก็บค่าเล่นคนละ 20 บาท หรือจะลองขี่ม้า หรือลาเพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก็ได้ ส่วนผมขอบายเพราะยังขยาดกับแผลที่เข่าอยู่ เดินถ่ายรูปเล่นๆ สักพักก็เห็นว่าก็ไม่ได้มีอะไรแปลกตากว่าครั้งก่อนๆ เลยขอออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป นั่นก็คือน้ำตกหมอแปง…

น้ำตกหมอแปง ผ่อนใจด้วยเสียงน้ำตก และสายน้ำเย็นๆ

พอได้ยินชื่อน้ำตก ก็ทำให้คิดถึงเมื่อวานระหว่างทางที่ไปน้ำตกแพมบกที่มอร์ไซด์ล้มก็รู้สึกสยองนิดหน่อย แต่ด้วยความไม่เข็ดกับอยากไปนั่งเล่นริมน้ำ ได้ยินเสีนงน้ำตกเย็นๆ เลยตัดใจขี่มอร์ไซด์ต่อไป ก็วิ่งไปทางเดียวกันแต่ว่าต้องออกไปจากหมู่บ้านสันติชลไปอีก 6 กม. (แม้ว) เวลาขี่มอร์ไซด์ไปรูสึกว่าไกลมากๆ ทางก็จะมีทั้งเป็นคอนกรีต และทางลูกรังที่มีหลุมบ่อ ต้องขี่ระวังๆ หน่อย โดยขาไปขี่แบบ speed ต่ำมาก เพราะกลัวจะล้มซ้ำ ขี่ไปตามป้ายที่ชี้บอกเรื่อยๆ ถามทางชาวบ้านบ้างตามทางเพื่อความแน่ใจ สุดท้ายก็ถึงที่หมายสักที ได้ยินเสียงน้ำตกไกลๆ เดินเข้าไปไม่ไกลนักก็จะเจอน้ำตกหมอแปงตามที่ต้องการ ได้เห็นน้ำตกก็รู้สึกสดชื่นขึ้นทันที แม้น้ำอาจจะน้อยไปหน่อย แต่ก็สัมผัสได้ถึงธรรมชาติจากการสูดลมหายใจอย่างเต็มปอด นั่งเล่นอยู่ริมน้ำ ลองแตะน้ำเล่นๆ ก็เย็นชื่นใจ ได้นั่งพักผ่อนเต็มที่ การที่หนีความวุ่นวายในเมืองมานั่งริมน้ำตก แล้วไม่ต้องคิดอะไรก็ถือเป็นการล้างความอ่อนล้าออกไปได้เยอะทีเดียว เหมือนการเดินทางมาชาร์จพลังที่ปายเริ่มได้กำลังกลับคืนมาบ้างแล้ว หลังจากนั่งอ้อยอิ่งอยู่ริมน้ำตกสักพักท้องก็เริ่มหิวเพราะใกล้จะเที่ยงแล้ว เลยขี่มอร์ไซด์ย้อนกลับไปทางเดิมเพื่อเข้าไปหาของกินในตัวเมือง แต่ระหว่างทางก็เหลือบไปเห็นป้ายบอกทางไปวัดหมอแปงซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปอายุกว่า 500 ปีเลยแวะเข้าไปไหว้สักเล็กน้อย วัดเงียบมากๆ อยู่ตรงหัวมุมก่อนจะเลี้ยวไปเส้นที่จะไปน้ำตกหมอแปง เข้าไปไม่เจอพระสงฆ์สักรูป พอไว้พระเสร็จก็ตรงดิ่งกลับไปที่เมืองทันที ก็มาตกลงฝากท้องที่ร้านผัดไทตรงข้ามกับร้านข้าวซอยน้องเบียร์ กินพออิ่มๆ ก็เลยแวะไปจองตั๋วรถตู้ขาลงไปเชียงใหม่ ได้ตั๋วเที่ยว 10 โมง หลังจากกินข้าวเสร็จเริ่มง่วงๆ เพลียๆ เลยแวะเข้าที่พักเพื่อไปพักผ่อนนอนเล่นสักหน่อยกะจะออกมาอีกทีสัก 3 โมง แล้วกะว่าจะไปล้างแผลอีกรอบก่อนจะไปลุยจุดหมายต่อไปทั้ง  โป่งน้ำร้อนท่าปาย และสะพานประวัติศาสตร์

โป่งน้ำร้อนท่าปาย แหล่งน้ำร้อนธรรมชาติ เล่นน้ำแร่ แช่ไข่กิน

หลังจากงีบ นั่งเล่น นอนเล่น แล้วออกไปโรงบาลล้างแผลเสร็จ บ่ายสามนิดๆ ก็มีแรงฮึดอีกเฮือกออกไปตะลุยกันต่อ ออกจากปายจันทร์เลี้ยวซ้ายวิ่งไปทางเดียวกับพระธาตุแม่เย็นแต่ไม่เลี้ยวขึ้นไปบนพระธาตุ ตรงไปเรื่อยๆ ประมาณ 8 กม. ที่เลือกเส้นนี้เพราะเลี่ยงการวิ่งสายหลักทีรถเยอะ วิ่งเรียบเมืองไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นป้ายหน้าทางเข้าบอกว่าอุทยานแห่งชาติโป่งน้ำร้อนท่าปายก็เลี้ยวเข้าไปนิดเดียวก็ถึงโดยเสียค่าเข้าสำหรับผู้ใหญ่ 40 บาท เข้าไปภายในก็จะเจอคนแช่ขาเล่นตรงน้ำอุ่นๆ หรือลงไปอาบน้ำกันก็มี แต่เมื่อเดินเข้าไปลึกๆ หน่อยก็จะมีบ่อน้ำพุร้อนที่มีอุณหภูมิสูงถึง 80 องศา มีหลายคนซื้อไข่มาจากศูนย์สวัสดิการข้างหน้ามาต้มกันที่นี่ แถมมีซอสให้จิ้มกินเพิ่มรสชาติด้วย แต่เราไม่ได้ซื้อไปก็ยืนดูคนแกะเปลือกไข่จิ้มซอสกินอย่างอร่อย ก็ต้องกลืนน้ำลายไปหลายอึก ในบริเวณอุทยานมีต้นไม้ ดอกไม้ป่าขึ้นเยอะมาก ดูแล้วก็เพลินดี ถ้าเทียบกับห้วยน้ำดังที่มีน้ำพุร้อนเหมือนกัน ที่นี่จะดูไม่ค่อยเดือดเท่าห้วยน้ำดัง จำได้ว่าที่ห้วยน้ำดังน้ำจะร้อนมาก เห็นควันโขมง แถมมีตาน้ำผุดขึ้นมาเหมือนน้ำเดือดตอดเวลา แต่ก็ยังถือว่าเป็นที่ที่น่ามานั่งแช่เท้า คลายความเมื่อยล้าได้ดีเหมือนกัน

สะพานประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 เดินชิลล์ๆ กินลม ชมสะพาน

เหมือนวันนี้กลัวจะเที่ยวปายไม่คุ้ม ขี่มอร์ไซด์จนเมื่อยไปเลย หลังจากแวะบ่อน้ำพุร้อนท่าปายแล้วก็ขี่ออกมาด้วยเส้นทางเดิมตรงออกไปทางนอกเมือง ด้วยน้ำมันที่น้อยนิดเลยค่อยๆ ขี่ไป เพื่อไปยังสะพานประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 จากโป่งน้ำร้อนท่าปายไปยังสะพานระยะทางประมาณ 5 กม. ก็ถึงที่หมายปลายสะพาน จอดมอร์ไซด์เดินเล่นบนสะพาน ยืนอ่านประวัติก็ได้รู้ว่าเป็นสะพานที่ยกมาจากเชียงใหม่ มาไว้ที่ปาย (ตอนแรกนึกว่าเป็นสะพานที่อยู่ที่ปายอยู่แล้ว) ก็เดินดูวิวได้เรื่อยเปื่อยดีทั้งแม่น้ำที่ไหลลอดสะพาน มองไปไกลๆ ปล่อยความคิดเรื่อยเปื่อยมันก็เพลินไปอีกแบบ เดินช่วงเย็นๆ หน่อยแดดร่ม ลมตกก็ทำให้ไม่เหนื่อยจนเกินไปแต่ว่าคนเยอะมากเลยไม่ค่อยได้ถ่ายรูปมุมสวยๆ มาเท่าไหร่ เดินจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่งก็เห็นร้านกาแฟวาวีอยู่ตีนสะพานตรงข้ามก็รีบตรงไปเพื่อหากาแฟมาดื่มบรรเทาความง่วง แล้วนั่งพักเพื่อความเหนื่อยล้า ถือว่าเป็นทำเลทองจริงๆ แม้การตกแต่งร้านจะเหมือนวาวีสาขาอื่นๆ แต่ด้วยที่ตั้งโดดเด่น ทำให้มีคนมานั่งเล่นเรื่อยๆ แถมมีจักรยานโบราณ ตู้จดหมายแดงๆ ก็ทำให้มีคนแวะมาถ่ายรูปเล่นกันไม่หยุด ได้นั่งดื่มกาแฟเย็นๆ ทำให้สดชื่นขึ้นอีกเยอะ เมื่อหายเมื่อยก็เดินเล่นย้อนกลับไปอีกรอบเพื่อขี่มอร์ไซด์แวะเติมน้ำมันและกลับไปยังที่พักก่อนจะออกมาเดินเล่นยามค่ำคืนเพื่อหาของฝาก และ Postcard เพิ่มเติมสำหรับเขียนให้เพื่อนๆ เป็นคืนสุดท้ายก่อนลงไปเชียงใหม่

คืนสุดท้าย ณ ถนนคนปาย เบียร์เย็นๆ ฟังเพลงพระราชนิพนธ์

หลังจากเช็ดตัวล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย ท้องก็เริ่มร้องอีกรอบวันนี้ก็เหมือนเดิมออกไปเดินไป กินไปตามร้านต่างๆ ตามถนนคนปาย วันนี้ดูเหมือนคนจะบางตาลงไปเยอะเหมือนกัน แต่ก็ดีจะได้เดินสบายขึ้น เดินไปกินไป ชิมไป ซื้อ Postcard เพิ่ม ตามร้านต่างๆ ซื้อเสื้อยืดเพิ่มให้เพื่อนจากร้านรถโฟล์คและซื้อของฝากจากร้านสบายดี การเดินคืนที่ 2 เหมือนเป็นการเก็บตกจากคืนก่อนมากกว่าแวะกินเรื่อยๆ ก็อิ่มท้องได้ที่ รูสึกว่าคืนนี้อากาศจะไม่ค่อยเย็นเท่าเมื่อวาน เดินได้เรื่อยๆ แบบไม่ต้องใส่เสื้อหลายๆ ชั้น หลังจากซื้อของเสร็จก็ขี่มอร์ไซด์เอาของไปเก็บ แล้วออกมาอีกรอบพร้อมซื้อเบียร์ heineken 2 กระป๋องดื่มและเดินเล่นในถนนคนเดินช่วงดึกๆ ซึ่งคนก็เริ่มบางตาลงไปเยอะ เดินผ่านร้าน Pai Post ก็ได้ยินฝรั่งร้องเพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวงด้วยเสียงเพี้ยนๆ แต่ก็เพลิน และเข้ากับบรรยากาศเย็นๆ ได้อย่างดี แอบเนียนยืนฟังเพลงฟรี พร้อมดื่มเบียร์ในกระป๋อง ในยามค่ำคืน ความเงียบและความหนาวเย็นก็ทำให้คิดอะไรได้เรื่อยเปื่อย รู้สึกผ่อนคลาย เพราะรอบข้างคือสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย ออกห่างจากโลกที่วุ่นวาย แต่เสียดายที่วันรุ่งขึ้นจะต้องจากปายไปซะแล้ว เดินเล่นได้สักพักก็เริ่มกรึ่มๆ ด้วยฤทธิ์เบียร์ ก็กลับไปที่พักนั่งเขียน postcard ในห้องเล็กๆ เย็นสบาย ก่อนจะพล่อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่มีความสุขเพราะเราได้ตามเก็บตกที่ที่เราไม่ได้ไปเมื่อ 2 ปีก่อนได้ครบถ้วน แม้จะไม่ได้มีเวลาได้ชิลล์อะไรมากมายก็ตาม และคิดว่าถ้ามีโอกาสอาจจะกลับมาอีกเป็นครั้งที่ 3 ก็คงจะมาอีกแต่อาจจะหามุมมองใหม่ๆ ในการมาเที่ยวปาย หรืออาจจะแวะปางอุ๋งอีกแหล่งที่คิดว่าอยากจะไปเที่ยวสักครั้ง (หวังว่าคนคงจะไม่เยอะ เพราะหนังเรื่อง Happy Birthday นะ)

ดูรูปทริปปายชุดที่ 2 แบบเต็มๆ ได้ที่นี่

ปล. เดี๋ยวจะมาปิดท้ายทริปปายเร็วๆ นี้ ด้วยวันสุดท้าย ณ ปาย (ที่เปลี่ยนไป)

รวมบทความชุด “เสียดายคนปายไม่ได้อ่าน”

ปาย ตอนที่ 1: กองแลน, แพมบก, พระธาตุแม่เย็น และอุบัติเหตุ

ปาย ตอนที่ 2: วัดน้ำฮู, น้ำตกหมอแปง และสะพานประวัติศาสตร์

ปาย ตอนที่ 3: ตลาดยามเช้า, Coffee in Love และการจากลา

แบ่งปันกันอ่าน:
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Google Bookmarks
  • Technorati
  • Twitter

บทความที่เกี่ยวข้อง