ปาย ตอนที่ 1: กองแลน, แพมบก, พระธาตุแม่เย็น และอุบัติเหตุ
Posted Dec.20, 2008 in My Diary, My journey
วันที่ 10.12.2008
เคยไหมที่รู้สึกว่าหมดแรงกับการทำงานมาตลอดทั้งปี แล้วอยากจะหนีจากสังคมที่วุ่นวายออกไปเที่ยวไกลๆ หรือไปผ่อนคลายเพื่อชาร์จพลังสำหรับการทำงานในปีต่อๆ ไปได้อย่างเต็มที่ ปีนี้เป้าหมายของการเดินทางไปชาร์จพลังก็คือ ปาย-เชียงใหม่ ทั้ง 2 ที่นี้เคยไปมาแล้วทั้งสิ้น ปายไปมาครั้งเดียวเมื่อ 2 ปีกว่าๆ และเชียงใหม่ไปอยู่เป็นประจำทุกๆ ปีตั้งแต่ปิดเทอมแรกปี 2 ตอนเรียนมหาลัย น่าจะประมาณ 7 ปีติดได้แล้ว สำหรับปายนั้นหลงรักกับสายหมอกและลมหนาว กับความเงียบสงบที่หาไม่ได้ในเมืองท่องเที่ยวดังๆ ทั่วไป จึงให้สัญญากับตัวเองว่าจะต้องกลับมาอีก จนผ่านมา 2 ปีนิดๆ ถึงจะได้มีโอกาสกลับมา ครั้งก่อนไปเที่ยวห้วยน้ำดังดูน้ำพุร้อน และไปถ้ำน้ำลอด และเดินเล่นในเมือง แต่มาครั้งนี้มีแผนในใจแค่อย่างเดียวว่า “ชิลล์” คือเที่ยวในตัวเมือง นั่งร้านกาแฟ แวะตามแหล่งเที่ยวธรรมชาติที่สามารถเดินทางไปได้ด้วยมอร์ไซด์ และแล้วการเดินทางก็ได้เริ่มต้นขึ้น…

วันที่ 09.12.08 ออกเดินทางด้วยรถทัวร์นครชัยแอร์เที่ยว 20.00 น. มีกำหนดการถึงเชียงใหม่เวลา 05.30 น. ของวันที่ 10.12.08 นั่งๆ นอนๆ หลับๆ ตื่นๆ ตลอดทาง หลังจากไปถึงอาเขตเชียงใหม่แล้ว ก็ตรงดิ่งไปที่ท่ารถตู้ที่จะเดินทางไปปาย ไปยืนต่อคิวตั้งแต่ตีห้าครึ่งคนก็ทยอยมาต่อคิวกันเรื่อยๆ จนแถวยาวออกไปตรงลานจอดรถซึ่งท่ารถจะเปิดให้จองตั๋วรถตอน 06.00 น. พอถึงเวลาก็จองตั๋วรถออกเดินทางตอน 06.30 น. เที่ยวแรกโดยเลือกเป็น Mini Bus เพื่อกันอาการเมารถ แต่ใช้เวลาเดินทางนานกว่ารถตู้ประมาณ 30 นาที (แต่เอาเข้าจริงใช้เวลาเดินทางประมาณ 4ชม. ช้ากว่ารถตู้ประมาณ 1.30 ชม. ทีเดียว) ระหว่างทางก็นั่งดูวิวเพลินๆ สลับกับงีบบ้าง รถจะแวะจอดระหว่างทาง 15 นาทีเพื่อจะได้ลงไปยืดเส้น ยืดสายกันอาการเมารถ ก่อนจะเข้าตัวเมืองปายก็จะมีด่านตรวจคนเข้าเมือง ต้องยื่นบัตรประชาชนให้ทหารดูกันเพื่อยืนยันว่าไม่ใช่กระเหรี่ยงหลบหนีเข้าเมือง (ปาย) หลังจากนั่งรถอย่างอดทนมา 4 ชั่วโมงเต็มๆ ก็ถึงที่หมายคือเมืองปาย ซึ่งได้โทรบอกพี่เอ๋ที่ปายจันทร์ เกสต์เฮ้าท์ที่จะเอาพักให้มารับที่ท่ารถตู้ รอแป๊ปเดียวแฟนของพี่เอ๋ก็ขับรถกระบะมารับไปยังทีพักซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองเลย แค่ข้ามสะพานปายไปนิดเดียวตรงขึ้นเนินสูงๆ ตรงสามแยกที่เลี้ยวขวาไปวัดพระธาตุแม่เย็นก็ถึงที่พัก

พอไปถึงที่พักก็รู้สึกว่าดีผิดคาดนิดหน่อย เพราะว่าสภาพค่อนข้างใหม่ แล้วก็มีวิวที่สวยงาม มองออกไปเห็นทุ่งข้าวที่ฤดูนี้จะเป็นฟางข้าวเหลืองๆ มีสระน้ำ (คงเอาไว้หน้าร้อน หรือฝน) สภาพร่มรื่น ห้องไม่เยอะมากน่าจะประมาณ 10 – 15 ห้องที่มีทั้งห้องใหญ่ ห้องเล็กผสมกันไป หลังจาก check in เรียบร้อยเก็บข้าวของ ล้างหน้า ล้างตาเสร็จก็เริ่มลุยกันเลย….
เริ่มแรกก็เดินเข้าเมืองเพื่อหาเช่ามอร์ไซด์พี่ที่ปายจันทร์ก็แนะนำให้เช่าของ AYA เพราะว่าเขามีรถเยอะ ใหม่ มีประกันครอบคลุม ไปถึงคนเยอะหน่อย แต่รอแป๊ปเดียวก็ได้เช่ามอร์ไซด์ Honda icon สีชมพูหวานซะ เกียร์ออโต้ ด้วยค่าเช่า 140 บาท/วัน บวกค่าประกันอุบัติเหตุและหายอีก 80 บาท/วัน เบ็ดเสร็จก็ 220 บาทต่อวัน อืม แพงเอาการแต่ว่าก็เพื่อกันความเสี่ยงต่างๆ หลังจากได้พาหนะคู่ใจ ก็ต้องหาของกินรองท้องโดยมือแรกก็คือ ข้าวซอยน้องเบียร์ หาง่ายมากๆ อยู่สี่แยกใหญ่ต้นซอยถนนคนเดิน ครั้งแรกที่ได้กินข้าวซอยก็กินที่น้องเบียร์ ครั้งที่ 2 ก็มากินที่น้องเบียร์อีก ห่างกัน 2 ปีแต่ไม่เคยผ่านประสบการณ์กับข้าวซอยเจ้าอื่นเลย (รักเดียวใจเดียว 555) มาครั้งนี้เป็นระบบมาก เพราะคนเยอะ ต้องแลกคูปองเพื่อซื้อข้าวซอย สั่งข้าวซอยไก่ไป 1 ชามอิ่มพอดีๆ ก็เริ่มตะลุยปาย
กองแลน จุดหมายแรก ที่แสนหวาดเสียว…

จุดหมายแรกหลังจากท้องอิ่มคือ กองแลน หรือ Pai Canyon แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติเป็นบริเวณที่ผืนดินที่ถูกกัดเซาะลงไป เกิดเป็นหน้าผาชัน เหมือนกับที่เราเคยเห็น “แพะเมืองผี” แต่บริเวณที่เกิดการกัดเซาะไม่กว้างมาก แต่เดินๆ ไปก็เสียววูบๆ แค่เดินผ่านจุดแรกไปจุดที่ 2 ก็กลัวแล้ว เพราะไม่มีอะไรให้ยึดระหว่างเดินเลย และมีจุดที่สามารถไปยืนโชว์ความกล้าเพื่อถ่ายรูปเล่นด้วย ใครกล้าๆ หน่อยก็เดินไปซะไกลมีจุดเสียวให้วัดใจเยอะมาก เห็นฝรั่งคู่หนึ่งเดินออกไปซะไกล ยังคิดอยู่ว่าจะเดินกลับอย่างไร ระยะทางระหว่างปากทางเข้าไปถึงกองแลนประมาณ 100 เมตรเดินขึ้นเนินเขาไปพอให้หอบเล่นๆ แต่ด้วยความที่ไปช่วงบ่ายต้นๆ เลยร้อนไปหน่อย ยืนดูอยู่ได้ไม่นาน ก็ต้องลงมาเพราะว่าแดดแรงมากๆ ตามความเห็นคิดว่าน่าจะเป็นจุดชมวิวที่น่ามาช่วงเย็นๆ หน่อย แดดไม่แรง แถมมีแสงสุดท้ายก่อนพระอาทิตย์ตกดินให้ได้ดู แต่ว่าเวลาไม่อำนวย พร้อมกับความอยากที่จะไปหลายๆ ที่เลยต้องเดินทางไป ณ จุดต่อๆ ไปคือ น้ำตกแพมบก

น้ำตกแพมบก น้ำตกในป่าลึก แลกมาด้วยเลือด และแผล 3 เข็ม…
จริงๆ แล้วระหว่างทางที่จะไปกองแลนก็ผ่านไป ผ่านมาหลายรอบ ขี่มอร์ไซด์วนไป วนมาหลายรอบมาก จนเห็นป้ายชี้ทางไปน้ำตกแพมบกเข้าไปในซอย 6 กม. ก็ขี่มอร์ไซด์ไปตามทางที่บอกระหว่างทางที่ไปก็มีทั้งถนนดีๆ สลับถนนลูกลังขุรขระ ขี่ไปได้สักพักก็ยังไม่แน่ใจว่าใช่ทางนี้หรือไม่ ก็สอบถามทางชาวบ้านที่ขับมอร์ไซด์ผ่าน เขาก็บอกว่าน้ำตกตรงไปอีกหน่อย ก็ขี่มอร์ไซด์ไปเรื่อยๆ ด้วยความที่ไม่ใส่หมวกใส่แว่นกันแดด ทำให้เกิดเหตุจนได้ เห็นขอนไม้ที่ขวางอยู่กลางถนนเป็นใบไม้แห้ง ด้วยความประมาทเลยขี่มอร์ไซด์ทับขอนไม้เล็กๆ จนล้มไถลไปกับถนนสักประมาณ 5 เมตร ด้วยความตกใจหลังจากเอาขาตัวเองออกมาจากมอร์ไซด์ได้แล้วก็ลุกขึ้นมาเช็ครถมอร์ไซด์แต่ไม่ได้มองขาตัวเองเลยว่า “เลือดออกโชกขา แถมเป็นแผลเจาะลึกเข้าไปที่หัวเขา” แถมกางเกงที่พึ่งซื้อมาใหม่ขาดกระจุยตรงหัวเข่าและต้นขา เมื่อเห็นเลือดโชกขา ก็เอาผ้าเช็ดหน้าที่พกมาพันที่แผลเพื่อห้ามเลือดไว้ แต่ใจก็ยังต้องการที่จะไปดูน้ำตกแพมบก เพราะว่าปลายทางอยู่ข้างหน้านี้เอง ด้วยขาเจ็บๆ ก็ขี่มอร์ไซด์ต่อไปเพื่อเข้าไปดูน้ำตกแพมบก พอเข้าไปถึงก็ได้เจอน้ำตกสายเล็กๆ เสียงใสๆ ของน้ำตก แต่ด้วยขาที่เจ็บๆ แสบๆ ก็ลงไปที่ลำธารใกล้ๆ เอาน้ำตกล้างแผลแก้ขัดไปก่อน เพื่อแผลจะได้สะอาดมากยิ่งขึ้น แต่ว่าเลือดก็ยังไม่หยุดไหล ทำให้การแวะพักที่น้ำตกแพมบกกินเวลาไม่นานนัก แถมไม่ได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก เลยต้องขี่มอร์ไซด์กลับเข้าตัวเมืองเพื่อที่จะไปโรงบาลปายเพื่อให้หมอดูอาการ แต่ที่ไหนได้ พอไปถึงโรงบาล ทั้งหมอ พยาบาลก็กำลังแข่งขันกีฬากันอยู่ ห้องฉุกเฉินก็เต็มไปด้วยคนเยอะแยะ เลยเปลี่ยนใจกลับที่พักเพื่อมาปฐมพยาบาลด้วยตัวเอง ล้างแผล ทายา ปิดแผลแล้วก็กินยาแก้ปวด เลยต้องนอนแกร่วอยู่ที่ห้องเพื่อพักผ่อน บรรเทาอาการปวดแผล ก่อนจะไปยังวัดพระธาตุแม่เย็นที่อยู่ใกล้ๆ และแวะไปโรงบาลอีกทีตอนเย็นๆ นอนจนเวลาประมาณ 4โมง
พระธาตุแม่เย็น ชมวิวเมืองปาย พระอาทิตย์ตกดิน ณ วัดพระธาตุ

หลังจากนอนเล่น พักผ่อนและรอเวลาไปโรงบาลอีกรอบ ก็ถึงเวลาตื่นมาซิ่งมอร์ไซด์ทั้งๆ ที่ขาเดี้ยง ไปสู่วัดพระธาตุแม่เย็น ซึ่งขี่มอร์ไซด์ออกจากปายจันทร์ไปไม่ไกลเท่าไหร่ ก็ถึงวัดพระธาตุแม่เย็นที่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องเดินขึ้นไปให้เมื่อย จะมีลานจอดรถให้ หรือมีมอร์ไซด์ก็ขี่ไปถึงปากทางเดินเข้าวัดได้เลย พอไปถึงประมาณ 4 โมงกว่าๆ ก็มีคนอยู่ค่อนข้างเยอะ ก็ได้ไปกราบไหว้พระในโบสถ์ ทั้งหลังใหญ่และหลังเล็ก หลังจากนั้นก็ออกไปไหว้พระธาตุแม่เย็นองค์เล็ก พอไหว้พระเสร็จเรียบร้อยก็ออกมายืนชมวิวเมืองปายตรงศาลาข้างนอก ซึ่งจะเห็นวิวของเมืองปายแบบ Panorama ได้เห็นแสงอาทิตย์ยามเย็น พร้อมลมเย็นอ่อนๆ ก็ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาได้เป็นอย่างดี แต่ติดตรงที่คนค่อนข้างเยอะไปหน่อย เลยยืนชมวิวไม่นานก็ลงมาที่เมืองเพื่อหาหมอให้ดูอาการที่หัวเข่า ตอนแรกแวะไปคลีนิคหมอบอกว่าต้องเย็บ เลยตรงไปที่โรงบาลปายอีกรอบ คราวนี้คนน้อยลงไปเยอะ แต่หมอ พยาบาลก็น้อยตามไปด้วย แต่คราวนี้ยังไงก็ต้องให้หมอดู เมื่อถึงคิวเรียกก็ให้หมอและพยาบาลดูอาการ หมอเลยจัดมาให้ 3 เข็มเหนาะๆ ฉีดยาชาไปแป๊ปเดียว หมอลงเข็มทันทีเจ็บจี๊ดไปเลย เลยบอกหมอว่า “ยาชายังไม่ออกฤทธิ์นะครับ ยังเจ็บอยู่” หลังจากจัดการเรื่องแผลเสร็จ ก็กลับที่พักเพื่ออาบน้ำเช็ดตัว ก่อนที่จะไปเดินถนนคนเดินยามค่ำคืนเพื่อหาของฝากและของกินในบรรยากาศยามค่ำชิลล์ๆ


ถนนคนปาย หรือถนนคนเดินย่อมๆ ของเชียงใหม่?


หลังจากทำแผล กลับมาล้างหน้า ล้างตาเสร็จเรียบร้อย ก็เตรียมตัวออกไปเดินถนนคนเดินเพื่อหาข้าวเย็น กับของฝาก โดยขี่มอร์ไซด์ไปจอดใกล้ๆ แล้วเดินไล่ไปตั้งแต่ท้ายซอยย้อนมาทางต้นซอย ระหว่างเดินไปเรื่อยๆ ก็ซื้อของกินริมทางไม่ว่าจะเป็นไข่ป่าง, ข้าวเหนียวดำแผ่นคลุกงาใส่นมข้น (จำไม่ได้ว่าเรียกว่าอะไร) ต่อด้วยหมูทอด และไข่นกกระทาทอด ปิดท้ายด้วยกาแฟของพี่ช้างรถแวนสีส้ม ที่ย้ายถิ่นฐานมาจากถนนคนเดินที่เชียงใหม่มาอยู่ที่ปาย จำได้ว่าเมื่อก่อนทุกครั้งที่ไปเชียงใหม่จะต้องแวะซื้อกาแฟจากร้านพี่เขาทุกๆ ครั้งที่ถนนคนเดิน ซึ่งหมายความว่าเราเดินจนสุดถนนคนเดินเพราว่าพี่เขาจะขายอยู่ปลายถนนคนเดิน แต่ตอนที่ศึกษาข้อมูลก่อนขึ้นมาปายก็เห็นมีคนถ่ายรูปร้านกาแฟรถส้มที่ปายก็ทำให้เอ่ะใจว่าทำไมย้ายมาที่ปาย สงสัยที่เชียงใหม่คงมึคนเลียนแบบพี่เขาเยอะมาก เลยหนีมาที่ปาย แต่ว่าก็ยังเห็นร้านกาแฟที่ใช้รถแวนเหมือนของพี่เขาเหมือนกัน ทำไงได้เมื่อมีต้นตำรับก็ต้องมีของทำเหมือนเป็นธรรมดา ระหว่างเดินดูของไปก็เห็นหลายๆ อย่างที่มีขายที่เชียงใหม่ แต่ราคาแพงกว่าอย่างกระเป๋าผ้า ผ้าพันคอ กำไลข้อมือ เสื้อยืดบางราย แต่ก็จะมีหลายๆ อย่างที่แปลกแตกต่างออกไป โดยเฉพาะเสื้อยืด และโปสการ์ดที่จะเน้นคำว่า “Pai” และ “ปาย” ในของทุกๆ อย่างที่ขาย ซึ่งก็ขายได้จริงๆ ผมเองก็แวะซื้อเสื้อ และ postcard จากร้าน Mu Shop, Sabaidee Gallery มาเป็นของฝากให้เพื่อนๆ และของตัวเองด้วยเช่นกัน หลังจากเดินเก็บบรรยากาศได้สักพัก ก็ถึงเวลากลับที่พักด้วยอาการเจ็บขานิดๆ และง่วงงุนหน่อยๆ แต่เมื่อไปถึงที่ปายจันทร์ ก็เกิดอารมณ์อยากชิลล์ เลยขอให้พี่เอ๋เปิดไฟที่ศาลาริมทุ่งให้ เลยได้นั่งชิลล์ เช็คเมล์ เล่น Internet ท่ามกลางอากาศหนาวๆ และมีพี่ที่พักที่เดียวกันมานั่งเป็นเพื่อน ต่างแลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่าวันนี้ไปไหน ทำอะไร ชอบอะไรบ้างที่ปาย แล้วแผนพรุ่งนี้หล่ะเป็นอย่างไร? ก็ทำให้ได้เพื่อนร่วมเดินทางแลกเปลี่ยนความเห็นเพิ่มมาอีก 1 คน หลังจากนั่งสักพักอากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ก็ต้องขอตัวเพื่อที่จะเข้าที่พักนอนเก็บแรงไว้วันรุ่งขึ้น แต่ก่อนนอนก็เขียน Postcard ให้เพื่อนๆ ก่อนสัก 3 – 4 คน จึงงีบหลับไป…


วันแรกก็จบลงด้วยอากาศเซ็ง เพราะอุบัติเหตุ แต่ก็ยังดีที่ไม่เป็นอะไรมากจนไม่สามารถเที่ยวได้ต่อไปในวันพรุ่ง แล้วพรุ่งนี้หล่ะจะทำอะไรต่อไป…
ดูรูป Pai Trip วันที่ 1 ทั้งหมดได้ที่นี่
รวมบทความชุด “เสียดายคนปายไม่ได้อ่าน”
ปาย ตอนที่ 1: กองแลน, แพมบก, พระธาตุแม่เย็น และอุบัติเหตุ
ปาย ตอนที่ 2: วัดน้ำฮู, น้ำตกหมอแปง และสะพานประวัติศาสตร์
ปาย ตอนที่ 3: ตลาดยามเช้า, Coffee in Love และการจากลา
บทความที่เกี่ยวข้อง
Tags: chiang mai, pai, travel, ปาย, แม่ฮ่องสอน







December 20th, 2008 on 9:39 am
เที่ยวครั้งนี้แลกมาด้วยเลือดและกางเกงยีนส์ หุหุ
December 20th, 2008 on 11:02 am
ผมก็ไปพักที่ปายจันทร์ครับ ห้องพักใช้ได้เลย
ตอนไปปายครั้งแรก ไปกองแลนตอนเกือบเที่ยง ร้อนตับแตกเลย ไปรอบนี้เลยไปช่วงบ่ายแก่ๆ ก่อนพระอาทิตย์ตก อากาศสบายๆ ทิวทัศน์สวยใช้ได้ครับ
December 20th, 2008 on 12:06 pm
ขอบใจมากสำหรับเสื้อสวยๆจากปายจ้าา เท่ห์สุดๆ จิงๆหน้าให้พยาบาล มาดูแลแผลที่ห้องนะอิๆ
December 21st, 2008 on 9:50 pm
อ่าว ไมอีมาร์ชได้เสื้ออ่ะ โหหหห่
December 21st, 2008 on 9:57 pm
หนูอยากไปบ้าง
December 21st, 2008 on 10:18 pm
เคยได้ยินเพื่อนๆ บอกว่าที่นี่สวย แล้วก็น่าไปเที่ยวมาก พอได้อ่านจากโพสนี้ ก็คิดว่าจะต้องหาโอกาศไปซักครั้ง
ว่าแต่ทำไมอยากได้ยีนส์ขาด ต้องลงทุนซะขนาดนั้นล่ะครับ (ล้อเล่นครับ
555) ไงก็หายไวๆ ครับผม
จะรออ่านต่อภาค 2 ครับ
December 22nd, 2008 on 7:44 am
เออ มัยมาชได้เสื้ออ่ะ เซ็ง บอยเล็กๆๆๆ นิดเดียว ชิ
December 22nd, 2008 on 7:56 am
@nokward & @mam เอาน่าๆ เดี๋ยวคราวหน้าไปปายอีกทีจะซื้อมาฝากอีกรอบนะ 555
December 22nd, 2008 on 9:13 am
ก็เนี่ยแหละน้า กรรมตามสนอง สัญญากับใครไว้ว่าจะไปปายด้วยกัน หนีไปก่อน เป็นไงล่ะ? ฮ่าๆๆๆ
December 23rd, 2008 on 8:03 am
ดิฉันไม่อยากอ่าน post นี้หรอกคะ
เพราะดิฉัน “ริษยา”ความสุขจนล้นปรี่ของคุณ
ไปล่ะ…
December 23rd, 2008 on 8:14 am
เพื่อนรักขอโทษด้วยนะที่ทำให้สาวๆ เขา เคืองกัน “เพื่อกูรักมึงหวะ”
January 12th, 2009 on 3:58 am
ปายหนาวมาก ไหมครับ